วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทดสอบการส่งงาน

ทดสอบการส่งงานครั่งที่ 1 ที่นี่

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ความรัก

ขอบคุณที่เธอบอกว่ายังแคร์ฉันแต่สายตาเย็นชาของเธอนั้นมันปกปิดกันไม่ได้ยอมรับเถอะคนดี–ว่าวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปดีกว่าจะหลอกตัวเองต่อไปว่าเรายังมีใจให้กันเสียใจ-มันเป็นเรื่องธรรมดาวันนี้หรือวันหน้าก็เจ็บทั้งนั้นจบเรื่องราวเสียแต่วันนี้-ดีกว่าปล่อยนานวันจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาผูกพัน-ทั้งที่ไม่มีกันในหัวใจ
ถ้าหมดรักแล้ว เดินจากไปแบบดีๆ ดีกว่าค่ะ อย่ารั้งคนที่เราไม่รัก ไว้กับตัวเลย มันไม่ดีนะคะ


อ้างอิง http://www.sakid.com

ดอกไม้

ดอกไม้ > ดอกไม้เมืองหนาว ไม้ดอกหอม
รูปดอกไม้ และ ดอกไม้เมืองหนาว จากสถานีเกษตรบนดอยสูงทางภาคเหนือ กำลังปรับปรุงข้อมูลเพิ่ม กล้วยไม้ ดอกไม้ป่า ดอกไม้บนดอยสูง และ ดอกไม้ ที่หาชมยาก เร็วๆ นี้จะเพิ่มดอกไม้เฉพาะถิ่น เป็นดอกไม้ที่อยู่บนดอยสูง แต่ละดอยมีดอกไม้ที่แตกต่างกัน ผมเดินทางตลอดได้พบเห็นดอกไม้สวยๆ จะทยอยเอามาลงให้ชมกัน แวะเข้ามาชมบ่อยๆ นะครับ


อ้างอิง www.tourdoi.com

นักศึกษาวีชาทหาร

นักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) หรือนิยมเรียกว่า รด. (ย่อจาก "รักษาดินแดน") เป็นกำลังสำรองของกองทัพไทยที่ฝึกหัดจากเยาวชนที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ภายใต้การควบคุมของหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.)
ภายหลังจากการยกเลิกการฝึกยุวชนทหารในปี พ.ศ. 2490 ในปีถัดมา พลโท หลวงชาตินักรบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในสมัยนั้น ได้พิจารณาเห็นว่า การสงครามในอนาคตนั้น พลเมืองทุกคนไม่จำกัดเพศและวัย ย่อมจะต้องมีส่วนร่วมในสงครามด้วยกันทั้งสิ้น จึงมีความจำเป็นต้องขยายโครงสร้างของกองทัพ พร้อมกับพัฒนาระบบกำลังสำรองควบคู่กันไป
กระทรวงกลาโหมจึงจัดตั้งกรมการรักษาดินแดนขึ้น ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบป้องกันราชอาณาจักร พุทธศักราช 2491 และคำสั่งทหารที่ 54/2477 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2491 เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว กิจการนักศึกษาวิชาทหารจึงเริ่มมีขึ้นนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ในปีการศึกษา 2492 ได้เริ่มมีการฝึก นักศึกษาวิชาทหารเป็นปีแรก โดยเริ่มในกรุงเทพมหานคร แล้วจึงกระจายไปตามหัวเมืองในต่างจังหวัด
หลังดำเนินการฝึกเป็นเวลา 5 ปี (2492 - 2496) ในปี 2497 ได้มีพิธีประดับยศ ว่าที่ร้อยตรี เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2497
ในปีการศึกษา 2528 ได้เริ่มมีการฝึกนักศึกษาวิชาทหารหญิงเป็นครั้งแรก พร้อมกับการฝึกนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 4 ในส่วนของกองทัพเรือ ส่วนการเริ่มเปิดฝึก นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 1 ในส่วนของกองทัพเรือเป็นครั้งแรกเกิดขึ้นในปีการศึกษา 2552 ซึ่งจะขยายการฝึกจนครบชั้นปีที่ 3 เช่นเดียวกับนักศึกษาวิชาทหารในส่วนของกองทัพบกในปีการศึกษา 2554 แต่ยังคงรับ นศท.ที่สำเร็จการฝึกชั้นปีที่ 3 ในส่วนของกองทัพบกที่มีความประสงค์โอนย้ายมาฝึก นศท.ชั้นปีที่ 4 ในส่วนของกองทัพเรือไปจนถึงปีการศึกษา 2554 หลังจากนั้นเป็นการรับ นศท. ในส่วนของกองทัพเรือ โดยในปีการศึกษา 2556 จะเป็น นศท.ในส่วนของกองทัพเรือที่มาจากการฝึก นศท.ในส่วนของทหารเรือทั้งสิ้น จึงกล่าวได้ว่า นศท. ชั้นปีที่ 5 ที่ฝึกในปีการศึกษา 2556 ในส่วนของกองทัพเรือเป็นลูกหม้อที่มาจากการฝึก นศท. ของกองทัพเรือแต่เพียงผู้เดียว
ปี 2544 กองทัพบกปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ โดยให้รวมกรมการรักษาดินแดนกับกรมการกำลังสำรองทหารบก ใช้ชื่อว่า หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง (นสร.)
ในปีการศึกษา 2549 ทางกรมกำลังพลทหารอากาศได้รับอนุมัติจากกองทัพอากาศ เปิดการฝึกนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 1 และจะเปิดการฝึกครบทั้ง 5 ชั้นปี ในปีการศึกษา 2553
ในเดือนเมษายน 2552 หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง เปลี่ยนชื่อเป็น หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน [1]


อ้างอิง http://th.wikipedia.org

เมืองน้ำหอม

เมืองน้ำหอม VS เมืองเบียร์
**France vs. Germany *in my point of view* ..วันนี้มี รุ่นน้อง ถามมาว่า *พี่ๆ แล้วตกลงฝรั่งเศสกะเยอรมัน มันต่างกันตรงไหน ยังไง ?* คนโดนถามเริ่มสับสนไม่รู้จัเริ่มตรงไหนงะ... เอาว่า...ในที่สุดก็บอกน้องเค้าไปตาม มุมมองของเด็กกระเหรี่ยงๆไทย พลัดถิ่น เรียนๆเล่นๆ*แร่ดๆไหม ไม่บอกเหอๆ*ที่เมืองน้ำหอมที่ผกผันมาควงตะหลิวข้างนึง ปากกาข้างนึง*อันนี้เรียนอีกแล้ว*..เหอๆ ว่าแล้วมันก็เป็นข้อๆแบบนี้ เท่าที่คิดได้นะน้องเอ้ย...* ระบบการทำงาน ราชการ ต่างๆ ฝรั่งเศสจะอิง หลักข้าราชการไทย (ที่ยังไม่ได้อบรมระบบ ISO 2000) เหอๆฝรั่งเศสจะอิงลักษณะนิสัย ชนชาติ **ตามที่เรียนมามันเฮฮามาตั้งแต่สมัยพระเจ้า Charlemagne**แบบ ตรูขอทำงานเอาฮาๆ ฝ่ายเยอรมันก็ความเร็วในการทำงานก็นะเร็วกว่านิดหน่อยแต่มีระบบระเบียบดี* นิสัย ใจ คอ เรื่องนี้ปัญหาถกเถียง บอกเลยว่าอยู่ที่คน ไม่สามารถ sum up มาได้ว่าชาตินี้ ดี ชาติ นี้ห่วย..คนฝรั่งเศสกะเยอรมันก็ มี ดี มี ไม่ดี แล้วแต่ดวงว่าเราไปเจอคนแบบไหน..ที่แน่ๆแมร่ง ชาตินิยม พูดภาษาเค้าไม่ได้ก็อดทำงาน แบบ อิฉันเป็นต้น..แล้วแต่งทำไมกะอีพี่หมี นี่ให้สมองมันยุ่งเข้าไปอีก? เรื่องนิสัยให้ข้อสังเกตุว่าแนวโน้มคนเมืองใหญ่จะ open มากกว่ากะชาวต่างชาติแบบเราๆ ท่านๆ... * ภาษา เยอรมัน กะ ฝรั่งเศส อันไหน ยากกว่า ตอบไม่ได้อะ อันนี้... มันคนละแนว ภาษาฝรั่งเศสมันเป็น รากภาษา ละติน แบบ เดวกับ เสปน อิตาลี...**ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิCharlemagneนั่นเอง ที่รวม EURO ครั้งแรกแล้วพอแกตาย ลูกๆก็ได้แยกประเทศไปปกครอง 3 ภาษานั่นละ พี่น้องกัน ** ภาษาฝรั่งเศสเน้นลูกกระแดะเป็นภาษาที่ต้องมีเสียงขึ้นๆ ลงๆ... ส่วนเยอรมันข้าน้อยว่าออกเสียงแบบ ทุ่มพลังทั้งหมดที่มีลงไป เคอะ เคอะ อิคค์ อัคค เหอๆ*เรื่องรถไฟความเร็วสูง...ความเร็วไม่ทราบว่าอัตราที่เท่าไหร่/ ชม. แต่ว่าความหรู ของ ICE มีช่องเสียบวิทยุให้เล่นด้วย... ของ TGV ก็โอเคโต๊ะหรูมีเเจกัน โคมไฟ แร่ดๆ.. นั่นชั้น 1นะค่า ชั้นประหยัด เหมือนกันน่านเองเด้อคร้าแล้วน้องก็ถามต่อไปว่า แล้ว หนุ่มๆละค่ะ.... เข้าทางอีเจ๊เลย...เหอๆตกลงแกจะมาเรียนใช่ไหม เอาให้แน่นะแก..!!!!*เรื่องผู้ชาย ชอบแบบไหน นิสัยไง หาเอาเด้อคร้า แต่ที่รู้ๆ สัดส่วนโดยเฉลี่ย ชายฝรั่งเศส ตัวเล็กกว่าชายเยอรมัน...คาดว่ามาจาก อาหาร และ *นโปเลียน*คงเอาหนุ่มๆหุ่นกำยำไปรบแล้วตายที่ waterloo สะเยอะ..เลยเหลือสั้นๆ หล่ำๆ เอ้ยไม่ใช่ เลยส่วนสูงน้อยกว่าหนุ่มเยอรมันไปนิดนุง คร่ะ.... *อาหารเช้า ฝรั่งเศสเน้นแนว หวานๆ ครัวซองค์ แยม ไรงี้ ชาวเยอรมันเล่นแบบเต็มที่ salami / ไส้กรอก อะไรขนกินกันกะขนมปัง เพราะงี้เปล่าสัดส่วนต่างกันเห้อๆๆ*ขนมปัง ของฝรั่งเศสก็ยาวๆแข็งๆ เหอๆ ขนมปังนะคร้ามิใช่อย่างอื่นงะ...Baquette / croisant แต่ว่าเยอรมันมาเลยเน้นเเข็งและเค็ม เหอๆ น่าน Bretzel นะเอง..ย้ำว่าพูดเรื่องขนมปังนะคร้าเหอๆตอบน้องไปราวๆนี่ป่านนี่คงเอาไปคิดไม่ทัน ว่าจะมาเรียนที่ไหน เอ้า...คิดไปน้องคิดได้รีบๆสมัครมันจะเปิด ตุลา แล้วถามเจ๊วันนี้เอาสิคร้า...ps, ไดวันนี้ไม่ได้มีเจตนาหลบหลู่บุคคลใดๆที่อ้างถึง และการอ่านควรใช้วิจารณญาณนิดนุง...


อ้างอิง http://www.bloggang.com/

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การทำอาหาร

ขนมจีบกุ้ง
ส่วนผสม
แผ่นแป้งเกี๊ยวประมาณ
2
ห่อ
กุ้งชีแฮ้ (เปลือกขาว)
1
ก.ก. (แกะเปลือกแล้ว)
มันหมูบดละเอียด
200
กรัม
น้ำตาลทราย
50
กรัม
เกลือ
1
ช้อนโต๊ะ
พริกไทยขาว
1
ช้อนชา
แป้งมันฮ่องกงประมาณ
1/4
ถ้วย
น้ำมันงา
1
ช้อนชา
แป้งมันสำปะหลังสำหรับล้างกุ้ง ประมาณ
2
ถ้วย
เม็ดถั่วลันเตา เล็กน้อย
แครอท เห็ดหอม หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดเท่ากับเม็ดถั่วลันเตา ใช้สำหรับแต่งหน้า
วิธีทำ1. แกะเปลือกกุ้ง ผ่าหลังดึงไส้ดำออก ล้างน้ำให้สะอาด แล้วโรยแป้งมันสำปะหลังให้ทั่วขยำเบา ๆ พร้อมกับเปิดน้ำเบา ๆ ให้น้ำค่อย ๆไหล แช่กุ้งไว้พร้อมแป้งไว้ประมาณ 20 -30 นาที หลังจากนั้นใช้มือล้างกุ้ง ให้สะอาด เทน้ำออก แล้วเปิดน้ำใส่กะละมังให้น้ำไหลทิ้ง จนกว่าน้ำที่ล้างกุ้งจะสะอาดไม่มีสีขาวของแป้ง เทกุ้งใส่กระชอนพักให้สะเด็ดน้ำ ใช้ผ้าสะอาดที่ซับน้ำวางบนโต๊ะ เทกุ้งลงบนผ้าแผ่ออกแล้วเช็ดให้แห้งสนิท2. ใส่กุ้ง มันหมู น้ำตาลทราย เกลือ พริกไทย แป้งมันฮ่องกง น้ำมันงา ลงในโถผสม ใช้หัวตะกร้อตีจนเนื้อกุ้งเหนียวเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน (ถ้าไม่มีที่ตีใช้มือนวดก็ได้ แต่ใช้แรงและเวลามากหน่อย) นำส่วนผสมที่ได้แช่เย็นไว้ในช่องเย็น (Chill )จนเย็นประมาณ 1-2 ชั่วโมง (จะแช่ค้างคืนไว้ก็ได้)3.ตัดริมแผ่นแป้งเกี๊ยวออกเล็กน้อยให้เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส ตักกุ้งที่แช่ไว้ใส่แผ่นแป้ง บีบให้แน่น อย่าใส่มากเกินไป ปาดหน้าให้เรียบ วางถั่วลันเตาหรือเห็ดหอมหรือแครอทบนหน้ากุ้ง ทาน้ำมันพืชบนลังถึงให้ทั่ว วางขนมจีบแล้วนำไปนึ่งนานประมาณ 5 นาที- ควรใช้กุ้งชีแฮ้ตัวใหญ่ขนาด 100 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม เนื้อกำลังอร่อย - ถ้ามีปัญหาเรื่องคอเลสตอรอลไม่ใส่มันหมูก็ได้ แต่เนื้อกุ้งจะแข็ง

เกาะพีพี ไข่มุข

ไข่มุข กระบี่ หมู่เกาะพีพี
หาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลสีมรกตสดใสถูกโอบกอดไว้ด้วยขุนเขาและหน้าผาที่สูงชันพร้อมกับความสดชื่นของพรรณไม้นานาชนิดที่สะท้อนเป็นอัญมณีมรกตกลางท้องทะเลสีฟ้าคราม ความสวยงามที่ไม่มีวันหยุดนิ่งเป็นมนต์เสน่ห์น่าหลงใหล ในความฝันที่เป็นจริงของหมู่เกาะพีพี ที่ประกอบด้วย เกาะพีพีดอน พีพีเล เกาะบิดะนอก เกาะบิดะใน เกาะไผ่ และเกาะยุง ความงดงามของอ่าวมาหยาที่มีชื่อเสียงโดงดังไปทั่วโลก อ่าวนาง และอ่าวไร่เลย์ นักปีนผามืออาชีพต่างลงความเห็นว่าเป็นบริเวณที่ปีนหน้าผาได้ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกจุดหนึ่ง ถ้ำไวกิ้งมีภาพเขียนสียุคโบราณกว่า 70 ภาพให้ได้ชื่นชม สันทรายขาวสะอาดของทะเลแหวกที่มีความสวยงามในความมหัศจรรย์ รวมถึงหอยที่ทับถมกันจมเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติเพียง 3 แห่งของโลก ท้องฟ้าที่สดใส หาดทรายขาวน้ำทะเลสีครามเป็นเกาะสวรรค์ที่มีมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหลในความสวยงาม

การเดินทาง
จากท่าเจ้าฟ้าในเมืองกระบี่ มีเรือโดยสารขนาดใหญ่เดินทางไปเกาะพีพีทุกวัน

เกาะสวรรค์ ที่เกาะช้าง

เกาะสวรรค์ ที่ เกาะช้าง - เกาะกูด
" เกาะช้าง " คือเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของฝั่ง ทะเล อ่าวไทย ถูกล้อมรอบด้วยเกาะน้อยใหญ่อีกกว่า 47 เกาะ มีความงดงามทางธรรมชาติอย่างมาก เกาะช้าง ปกคลุมไปด้วยป่าดงดิบที่เอื้อต่อการให้เกิดธารน้ำและน้ำตก ภูเขาที่สลับซับซ้อน เกาะช้าง จึงเหมาะจะเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติพรรณไม้และพรรณสัตว์ เช่น การดูนก ดูผีเสื้อ บนเกาะที่หาดูได้ยาก อีกทั้งมีน้ำทะเลใสราวกระจก หาดทรายขาวบริสุทธิ์เหมาะจะลงเล่นน้ำ พายเรือคายัค หรือนั่งเรือออกไปดำน้ำดูฝูงปลาและปะการังหลายสีสัน จาก เกาะหวาย เกาะกระ เกาะรัง เกาะเหลายา และ เกาะมันนอก ส่วน เกาะกูด ที่อยู่ทางใต้ของ เกาะช้าง มีความอุดมสมบรูณ์ไปด้วยป่าดงดิบ และลำคลองลัดเลาะ ไปตามทางสู่ป่าชายเลนร่มครึ้ม มีน้ำทะเลที่ใสมองเห็นฝูงปลาและ ปะการัง

ฤดูที่นักเดินทางควรจะท่องเที่ยว เกาะช้าง เกาะกูด คือช่วงเดือนเมษายน - ตุลาคม

การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ไปตามทางสุขุมวิทมุ่งสู่จังหวัดตราดระยะทาง 315 กิโลเมตร จากตราดเดินทางไปยังท่าเรือ แหลมงอบ อีก 17 กิโลเมตร มีเรือไป เกาะช้าง วันละหลายเที่ยว ใช้เวลาประมาณ 40 นาที หรือจะนั่ง เรือเฟอร์รี่ ที่ท่าเรือธรรมชาติก็ได้ บน เกาะช้าง จะมีรถสองแถวเช่าต่อไปยังหาดต่างๆ

การดูแลผู้สูงอายุ

หลัก 11 อ. ในการดูแลผู้สูงอายุ
ตามที่รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 13 เมษายนของทุกปีเป็น "วันผู้สูงอายุแห่งชาติ" โดยเห็นชอบให้มีการจัดกิจกรรมพิเศษเนื่องในโอกาสดังกล่าว มาตั้งแต่ปี 2526 และในปีนี้ได้กำหนดให้เดือนเมษายน เป็นเดือนแห่งการจัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ปี 2551 โดยกำหนดหัวข้อการจัดงาน "เตรียมความพร้อมไม่ต้องเดี๋ยว เผลอแป๊ปเดียวก็สูงวัย"เพื่อเป็นกรอบแนวทางให้ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันจัดกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรณรงค์ให้สังคมตระหนักในคุณค่าของผู้สูงอายุ และการเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุแสดงบทบาท สูงวัยอย่างมีพลัง(Active ageing) อีกด้วย
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุ จึงได้ส่งเสริมสนับสนุนและเผยแพร่ให้ข้าราชการและพนักงานในสังกัด ตลอดจนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญและใส่ใจดูแลผู้สูงอายุให้มากขึ้น เนื่องจาก "ผู้สูงอายุ" จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย สมอง อารมณ์ และสังคม ดังนั้น หากบุตรหลานและผู้ใกล้ชิดเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และเอาใจใส่ดูแลให้มากขึ้น ก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุปรับตัวเข้าสู่วัยสูงอายุได้อย่างมีความสุข
"ผู้สูงอายุ" คำนิยามในทางการแพทย์และสาธารณสุข คือ ผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งโดยปกติร่างกายของสิ่งมีชีวิต จะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายไปในทางที่เสื่อมลง ตั้งแต่อยู่ในวัยกลางคน แต่จะเห็นเป็นลักษณะของความเสื่อมอย่างชัดเจน ตั้งแต่อายุประมาณ 40 กว่าปีเป็นต้นไป
ผู้สูงอายุ จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกาย เนื่องจากความสูงอายุ ซึ่งแต่ละคน จะมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสุขภาพและการใช้ชีวิตในวัยที่ผ่านมา ร่วมกับผู้สูงอายุบางคนมีโรคประจำตัว ซึ่งทำให้สมรรถภาพของร่างกายเสื่อมถอยลงไป จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดในการดูแลผู้สูงอายุคือ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้สามารถใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างมีความสุข มีอิสระที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพตามที่ตนต้องการ ถึงแม้สภาพร่างกายจะเสื่อมถอยไป และมีโรคเรื้อรังต่าง ๆ อยู่ก็ตาม เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ดังกล่าวนี้ การดูแลผู้สูงอายุจะต้องเน้นที่จะทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ร่วมกับส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ตามที่สภาพร่างกาย จิตใจ และเวลาเอื้ออำนวย โดยยึด หลัก 11 อ.เพื่อสุขภาพกายใจที่ดี ดังนี้1. อาหาร
ความต้องการพลังงานลดลง แต่ความต้องการสารอาหารต่าง ๆ ยังใกล้เคียงกับวัยผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุควรลดอาหารประเภทไขมัน (น้ำมันจากสัตว ์และพืช ไข่แดง เนย) และประเภทคาร์โบไฮเดรต (ข้าว แป้ง และน้ำตาล)ผู้สูงอายุควรได้รับอาหารโปรตีน หรือกลุ่มเนื้อสัตว์ ประมาณ 50-60 กรัมต่อวัน หรือประมาณมื้อละ 2 ช้อนโต๊ะ ควรเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย พวกปลาจะดีที่สุด ผู้สูงอายุกินไข่ขาวได้ไม่จำกัด แต่ควรกินไข่แดงไม่เกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์ ผู้สูงอายุควรกินผักมาก ๆ ทั้งผักที่ใช้ใบ หัว และถั่วต่าง ๆ ผลไม้รับประทานได้มากเช่นกัน แต่ควรเลือกผลไม้ที่ไม่หวานจัด ผลไม้ที่หวานจัดเช่น กล้วยสุก มะม่วงสุก ทุเรียน ลำไย ควรรับประทานแต่น้อย เพราะถ้ารับประทานมาก อาจจะทำให้เกิดโรคตามมาได้ เช่นเบาหวาน เป็นต้น2. ออกกำลังกาย
ผู้สูงอายุควรออกกำลังกายประมาณสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อให้ร่างกายมีความคล่องตัว แข็งแรง ซึ่งจะทำให้การทรงตัว และการเคลื่อนไหวดีขึ้น ไม่หกล้มง่าย3. อนามัย
คือ การดูแลตนเองโดยเฉพาะให้พยายาม ลด ละ เลิก สิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น บุหรี่ เหล้า และพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ รวมทั้งสังเกตการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย การขับถ่าย เป็นต้น และควรได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่อายุประมาณ 65 ปี เป็นต้นไป4. อุจจาระ ปัสสาวะ
จะต้องให้ความสนใจการขับถ่ายของผู้สูงอายุด้วยว่ามีปัญหาหรือไม่ บางรายอาจจะเกิดปัญหาถ่ายยาก ถ่ายลำบากอีกส่วนหนึ่งอาจมีปัญหาเรื่องกลั้นการขับถ่ายไม่ได้ ซึ่งแต่ละปัญหาจะต้องให้การดูแลแก้ไขไปตามสาเหตุ5. อากาศ และแสงอาทิตย์
จะเน้นให้อยู่ในสถานที่ ๆ มีสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่เหมาะสม6. อารมย์ อดิเรก อนาคต และอบอุ่น
เป็น 4 อ. ที่เน้นทางด้านความรู้สึกนึกคิด และจิตใจของผู้สูงอายุ เพื่อช่วยให้การมีชีวิตอยู่แต่ละวันมีความสุข มีความรื่นรมย์กับการมีชีวิตอยู่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ควรเข้าใจธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ และปรับความรู้สึกนึกคิดไปตามนั้น ไม่ยึดแต่ลักษณะเก่า ๆ ดั้งเดิมที่เคยเป็นมา ควรมีงานอดิเรกที่น่าสนใจ แต่ไม่ควรเป็นสิ่งที่เป็นภาระมากนัก เช่น ถ้าอยู่คนเดียวก็ไม่ควรเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก เพราะจะเป็นภาระในการซื้อหา และให้อาหาร และถ้าสัตว์เจ็บป่วย เสียชีวิต ก็จะเกิดความสลดหดหู่ และจิตใจเศร้าหมองได้ ผู้สูงอายุควรคิดถึงอนาคตด้วย และควรพยายามเข้าร่วมในสังคมกลุ่มต่าง ๆ ตามสมควร การมีเพื่อนรุ่นเดียวกัน หรือต่างรุ่น จะทำให้มีความอบอุ่น และรู้สึกถึงคุณค่าของตน7. อุบัติเหตุ
เกิดขึ้นได้ทุกขณะ และอาจทำให้เกิดความบาดเจ็บ และความพิการต่างๆ ได้ ควรพยายามดูแลสภาพบ้านเรือนให้ปลอดภัย มีแสงสว่างพอเหมาะ พื้นไม่ลื่น หรือควรมีราวจับในบางแห่งที่เกิดอุบัติเหตุได้บ่อย ๆ เช่น ห้องน้ำ เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นหลักการเบื้องต้น ในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งแต่ละคนจะมีปัญหาแตกต่างกันไป ดังนั้น จะต้องปรับการดูแลให้เหมาะสม หลักสำคัญก็คือ ต้องให้ท่านเหล่านั้นสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง โดยพึ่งพาผู้อื่นน้อยที่สุด และมีความสุขกายสบายใจในบั้นปลายของชีวิต ดังคำที่ว่า "เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลาน"

การทำขนมหวาน

เทคนิคในการทำขนมหวาน
"
การทำขนมหวานไทยให้ดี ต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง คือ ต้องมีใจรัก ชอบทำมีความอดทนตั้งใจ มีความพิถีพิถันในการประดิษฐ์ให้ขนมมีรูปร่างที่น่ารับประทาน ขนมหวานไทยบางชนิดต้องฝึกทำหลาย ๆ ครั้ง จึงจะได้ลักษณะที่ดี ประสบการณ์ และความชำนาญในการทำบ่อย ๆ ผู้ประกอบขนมหวานไทย จะประสบความ สำเร็จในการทำ การทำขนมหวานไทยของคนรุ่นก่อนๆ จะใช้การกะส่วนผสมจากความเคยชินที่ทำบ่อย ๆ สัดส่วน ของขนมจะไม่แน่นอน และยังเป็นการถ่ายทอดความรู้ให้กันเฉพาะภายในครอบครัวเท่านั้น แต่ในปัจจุบันขนม หวานไทยได้วิวัฒนาการให้ทัดเทียมกับขนมนานาชาติ มีสูตรที่แน่นอน มีสัดส่วนของส่วนผสม และวิธีทำที่ บอกไว้อย่างชัดเจน ผู้ประกอบขนมหวานไทยเป็นที่จะต้องใช้อุปกรณ์ที่เป็นมาตรฐานในการชั่ง ตวง มีถ้วยตวง ช้อนตวง ใช้ภาชนะให้ถูกต้องกับชนิดของอาหาร เช่น การกวนจะใช้กระทะทองดีกว่าหม้อ หรือกระทะเหล็ก การทอดใช้กระทะเหล็กดีกว่ากระทะทอง ทำตามตำรับวิธีทำขั้นตอน อุณหภูมิที่ใช้ในการทำ ตลอดจนเลือกเครื่อง ปรุงที่ใหม่ ฉะนั้นการทำขนมหวานไทย ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้คือ 1. อุปกรณ์ในการทำขนม 2. เครื่องปรุงต่าง ๆ 3. เวลา 4. สูตร เครื่องปรุง และวิธีการทำขนม 5. ชนิดของขนม 6. วิธีการจัดขนม สีขนมที่ได้จากธรรมชาติ -การทำขนมหวานไทยให้น่ารับประทาน และสะดุดตาผู้บริโภค สีของขนมสามารถดึงดูดใจของลูกค้า ได้เป็นอย่างดีการทำขนมหวานไทยใช้สีอ่อน ๆ จะทำให้ขนมสวย ผู้ประกอบขนมหวานไทยควรใช้สีที่ได้จาก ธรรมชาติของพืชชนิดต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงสีอาหารมากชนิดที่อาจมีอันตราย ต่อร่างกายของผู้บริโภค -ใบเตย ให้สีเขียวมีลักษณะใบยาวเรียว สีเขียวจัด มีกลิ่นหอม โคนใบมีสีขาวนวล ลักษณะเป็นกอ ใบแก่มีสี เขียวจัด ให้กลิ่นหอมมาก ใบเตยมีสองชนิด คือ เตยหอม และเตยไม่หอม การเลือกใช้นิยมใช้ใบเตยหอม ที่มีกอใหญ่ มีใบโต ไม่มีแมลงเจาะ วิธีการคั้นน้ำใบเตย หั่นใบเตยเป็นฝอย แล้วโขลกให้ละเอียด ใส่น้ำเล็ก น้อย คั้นเอาน้ำเตยออกให้เข้มข้นที่สุด กรองด้วยผ้ากรอง พยายามอย่าให้กากใบเตยหล่นลงไปในน้ำที่ กรองแล้ว -กาบมะพร้าว ให้สีดำใช้กาบมะพร้าวแก่เผาไฟให้ไหม้จนเป็นสีดำทั้งอันใส่น้ำคั้น กรองด้วยผ้ากรองเอา กากออกให้หมด -ขมิ้น ให้สีเหลืองขมิ้นเป็นพืชล้มลุกมีหัวใต้ดินลักษณะเป็นแง่ง คล้ายขิง สีเหลือง มีกลิ่นหอมใช้ผสมกับ ขนมที่ต้องการให้มีสีเหลือง วิธีการใช้ทุบขมิ้นให้แตก ห่อผ้าแล้วนำไปแช่กับน้ำให้ออกสี -ดอกอัญชัน ให้สีม่วงคราม เป็นพืชไม้เลื้อยมีดอกสีม่วงคราม ลักษณะคล้ายดอกถั่ว ตรงปลายสีม่วงคราม ตรงกลางสีเขียว เวลาใช้ให้เลือกเอาแต่ส่วนที่เป็นสีม่วง วิธีการใช้ใส่น้ำเดือดเล็กน้อย แช่ดอกอัญชัน สักครู่คั้นให้ออกสีคราม กรองเอากากออก หยดน้ำมะนาวลงไปสีจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง -ดอกดิน ให้สีดำ เป็นพืชชนิดหนึ่ง จะมีตอนหน้าฝน ดอกปนกับรากไม้ชนิดอื่นเช่น รากอ้อย รากหญ้าคา ดอกดินโผล่ออกจากดินมีสีม่วงเข้ม กลีบดอกรี ๆ ใช้ผสมกับแป้งทำขนมดอกดิน -หญ้าฝรั่น ให้สีเหลือง เป็นพืชชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายเกสรดอกไม้ตากแห้ง มีกลิ่นหอม เมื่อนำมาใช้ชง กับน้ำร้อนแล้วกรองเอากากออกใช้แต่น้ำ -ครั่ง จะได้สีแดง ใช้รังครั่งมาแช่น้ำ ถ้าต้องการสีแดงคล้ำ เติมสารส้มลงไปเล็กน้อย -กระเจี๊ยบ จะได้สีแดงเข้ม ใช้ส่วนที่เป็นกลีบหุ้มผลนำมาต้มกับน้ำ เ-กสรดอกคำฝอย จะได้สีเหลือง ใช้แช่ในน้ำร้อน กรองเอาแต่น้ำ "


อ้างอิง http://pirun.ku.ac.th

การกินอาหารเสริม

อาหารเสริม คนไทยจำเป็นหรือไม่ ?
ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม คนไทยจำเป็นหรือไม่?
ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันศุกร์ที่ 28 มกราคม 2543

1. ทำไมต้องมีอาหารเสริม ?
ทั้งที่วงการแพทย์เจริญขึ้น การคิดค้นยาและการผ่าตัดก็ก้าวหน้า มีการผ่าตัดทำศัลยกรรม ต่อเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ เปลี่ยนหัวใจ เปลี่ยนอวัยวะ เช่น ตับ ไต ได้สำเร็จ ทำให้ชีวิตคนยืนยาวขึ้น มีการผลิตเครื่องมือเพื่อช่วยวินิจฉัยโรค เช่น การตรวจเลือด การตรวจสอบอวัยวะภายใน โดยใช้เครื่องมือส่องเข้าไปดู แต่ผลกลับกลายเป็นว่า โรคที่ตรวจพบหลายชนิดนั้น ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

ความเจริญทางวิชาการทำให้เราพบโรคใหม่มากขึ้น และเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดไม่ได้ และบางชนิดก็เป็นโรคเรื้อรังต้องกินยาระงับอาการอยู่ตลอดเวลา เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคปวดข้อ ข้อเสื่อม โรคหัวใจ โรคไตวาย รวมทั้งโรคร้ายแรง มะเร็ง

เมื่อเป็นเช่นนี้แพทย์แผนปัจจุบัน และนักวิทยาศาสตร์หลายคน เริ่มคิดค้นถึงการทำงานของร่างกายลึกเข้าไปถึงภายในเซลล์ต่างๆ เริ่มคิดถึงการกินอาหารไม่เพียงพอ คิดถึงผลของสารพิษต่อเซลล์ในร่างกายที่ทำให้การทำงานภายในเซลล์บกพร่อง อันเป็นสาเหตุที่ยาในปัจจุบันไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ เพราะยาที่รักษาไม่ได้มุ่งแก้ไขการผิดปกติภายในของเซลล์

เหตุนี้จึงมีแพทย์หรือผู้รักษาทางเลือก (Alternative Medicine) ขึ้นมา มีการแนะนำการรักษาด้วยสมุนไพร และอื่นๆ เช่น การฝังเข็ม การนวด การกดจุด ฯลฯ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มีแพทย์แผนปัจจุบันเป็นจำนวนไม่น้อยหันมารักษาคนไข้ โดยการแนะนำลักษณะการกินอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย และให้กินอาหารเสริมและวิตามิน เพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคบางชนิด โดยมีจุดประสงค์จะช่วยให้เซลล์ที่เปลี่ยนสภาพการทำงาน เนื่องจากขาดสารอาหาร มีการซ่อมตนเองโดยวิธีธรรมชาติ ทำให้เซลล์ปรับเปลี่ยนสภาพ กลับมาทำงานเหมือนปกติมีผลทำให้อาการของโรคหายไป

2. รู้จักกับอาหารเสริมสุขภาพ
อาหารเสริมไม่ใช่ยา ดังนั้นต้องใช้เวลา และกินเป็นประจำอยู่ระยะเวลาหนึ่ง จึงจะเห็นผลว่าเซลล์ในร่างกายได้มีการปรับสภาพ และทำงานได้ตามปกติ

วิตามินเป็นได้ทั้งอาหารเสริมและยา วิตามินมีมากับอาหารที่เรากินทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ปลา หรือผักตามธรรมชาติ ถ้ากินตามปริมาณที่พอเหมาะ วิตามินทำสำเร็จรูปเป็นอาหารเสริมก็จัดได้ว่าเป็นอาหาร เมื่อกินวิตามินเป็นจำนวนมากขึ้น เพื่อจุดประสงค์ในการรักษาโรคจากการขาดวิตามิน หรือเพื่อรักษาโรคบางชนิด ก็นับว่าเป็นยา

3. ระบบในร่างกายกับความจำเป็นของอาหารเสริม
มีการกำหนดปริมาณมาตรฐานของวิตามินเกลือแร่ เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับประชาชน ในการที่จะกินวิตามินและเกลือแร่ แต่ละชนิดว่าเป็นจำนวนเท่าใด ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ซึ่งมีชื่อย่อว่า RDA (Recommended Daily Dietary Allowances) เพื่อให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของเด็กและป้องกันการขาดวิตามินในผู้ใหญ่ ความหมายก็คือถ้าเด็กได้รับสารวิตามินหรือเกลือแร่น้อยกว่าจำนวนมาตรฐานนี้ระยะหนึ่ง จะทำให้เกิดโรคจากการขาดสารวิตามินชนิดนั้น

จากความเข้าใจอันนี้ จึงมีการผลิตวิตามินบำรุงในรูปของวิตามินรวม และวิตามินผสมเกลือแร่ จำหน่ายในท้องตลาด จุดประสงค์เพื่อให้คนได้รับวิตามินอย่างเพียงพอ และครบถ้วนในแต่ละวัน โดยเฉพาะคนป่วยและผู้สูงอายุที่กินอาหารได้ไม่เพียงพอ

การเสื่อมสภาพของเซลล์ นอกจากสาเหตุจากการเสื่อมโดยธรรมชาติแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ถูกค้นพบได้ไม่นานนี้ คือ การเกิดอนุมูลอิสระภายใน และนอกเซลล์ที่จะเป็นตัวทำลายเซลล์ สาเหตุมาจาก สารพิษที่เข้าสู่ร่างกาย และจากการสันดาปภายในเซลล์เอง การเกิดอนุมูลอิสระจะทำให้เกิดการทำลายผนังเซลล์ มีการทำลาย DNA และโครโมโซม ซึ่งเซลล์จะต้องมีการซ่อมแซม ถ้าซ่อมไม่ได้เซลล์นั้นก็ตาย ความรู้เรื่องอนุมูลอิสระอันนี้ ได้มีการค้นคว้ากันต่อเนื่องตลอดมา เพื่อหาวิธีป้องกัน กำจัด และซ่อมแซมการสึกหรอของ DNA และยีนให้เป็นปกติ เพื่อเป็นหนทางให้ชีวิตยืนยาวขึ้น เรียกว่า ชะลอความแก่ พบว่ามีสารเคมีหลายชนิด สร้างขึ้นโดยธรรมชาติตลอดเวลาภายในเซลล์ เพื่อเป็นตัวยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องของอนุมูลอิสระ ทำให้สามารถป้องกันและช่วยซ่อมแซมผนังเซลล์และ DNA จึงมีการแนะนำให้กินวิตามินและเกลือแร่บางชนิด เพื่อจุดประสงค์ที่จะนำมาช่วยให้ร่างกายลดการเกิดอนุมูลอิสระ เช่น เบต้าแคโรทีน , วิตามินอี , วิตามินซี , และสารแร่เซเลเนียม เป็นต้น

4. การกินอาหารเสริมมีความจำเป็นหรือไม่ ?
นักวิชาการออกมาพูดเสมอว่า การกินอาหารเสริมไม่จำเป็นถ้าเรากินอาหารครบ 5 หมู่ แต่กินอย่างไรจะครบในชีวิตประจำวัน ไม่ได้อธิบายว่า การกินอาหารแบบชีวิตเร่งรีบนั้น ควรจะทำอย่างไร และเป็นในรูปแบบใด ชีวิตปัจจุบันมีอาหารจานด่วน มีการกินอาหารห่อถุงพลาสติก และมีการกินอาหารแบบประทังหิวเสียเป็นส่วนมาก และสิทธิการเลือกอาหารก็ลำบาก ถ้าปฏิบัติแบบนี้นานวันเข้า จะเกิดอาการของเซลล์ขาดสารอาหาร และมีการแสดงของโรคในวัยที่มีอายุน้อย รวมทั้งการเกิดมะเร็งด้วย การกินวิตามินและสารอาหารบางอย่าง เพื่อช่วยสร้างความสมดุลให้แก่ชีวิตจึงมีความจำเป็น การกินอาหารเสริมที่มีวิตามินอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ นอกจากจะมีส่วนช่วยให้อายุยืนยาวขึ้นแล้ว โอกาสการเกิดโรคที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ ระหว่างอายุวัย 40-50 ปี เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคปวดข้อ และอื่นๆจะไม่เกิดขึ้น

ในอนาคตนี้ การรักษาโรคจะต้องมีการรักษาเข้าไปถึง DNA ในเซลล์ เพื่อจะแก้ไขการทำงาน และจะมีความรู้ก้าวหน้ามากขึ้น ที่จะรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของ DNA ในเซลล์ระยะแรก และรีบแก้ไขก่อนเกิดอาการโรค ซึ่งเราเรียกว่า Predictive Medicine และจะมีการส่งเสริมไปถึงการกินอาหารให้ถูกต้อง รวมทั้งการกินอาหารเสริมที่พอเหมาะในการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรค (Preventive Medicine)
..............................................................................................................................
หนังสือแนะนำ....ที่ควรอ่าน


ถ้ามีโอกาสก็อยากให้หลายๆคนลองหาหนังสือ ที่ชื่อว่า
เมื่อคุณหมอไม่รู้จักอาหารเสริมบำบัดโรค… ความตาย อาจ...กำลังครอบงำคุณ
ย า แ ผ น ปั จ จุ บั น ที่ แ พ ท ย์ สั่ ง ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย นั้ น อ า จ ไ ม่ ใ ช่ ท า ง อ อ ก ที่ ดี ที่ สุ ด ใ น ก า ร รั ก ษ า โ ร ค RAY D.STRAND,M.D. ที่ปรึกษาทางการแพทย์ น.พ. ยรรยงค์ ศรัทธาสิริ แปลโดย พรหมพัฒณ ธรรมะรัตน์จินดา หนังสือดี หาอ่านได้ที่ร้านซีเอ็ดบุ๊ค ราคา 190 บาท แล้วความคิดของคุณจะเปลี่ยนไป เพราะบางคนคิดไม่ถึงว่าอาหารเสริมนั้นมีประโยขน์กับเรามากเพียงใด ก็เนื่องมาจากคิดว่าเรากินข้าวอยู่ทุกวันก็น่าจะเพียงพออยู่แล้ว แต่สมัยนี้อนุมูลอิสระอยู่รอบตัวเราจนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย ดังนั้นการที่จะทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงนั้น ไม่เพียงแค่ต้องออกกำลังกาย หรือทานอาหารให้ครบห้าหมู่ แต่จำเป็นต้องเริ่มจากสารอาหารจริงๆ นอกจากนั้นเราก็ควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับความจริงเพื่อสุขภาพที่ดีด้วย

อ้างอิง http://www.latistae.com/

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

การออกกำลังกาย
การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น แต่การออกกำลังกายเป็นการแข่งขันกับตัวเอง
หลายคนก่อนจะออกกำลังกายมักจะอ้างเหตุผลของการไม่ออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาเกี่ยวกับอากาศ ทั้งหมดเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย แต่ลืมไปว่าการออกกำลังกายอาจจะให้ผลดีมากกว่าสิ่งที่เขาเสียไป
เป็นที่น่าดีใจว่าการออกกำลังให้สุขภาพดีไม่ต้องใช้เวลามากมาย เพียงแค่วันละครึ่งชั่วโมงก็พอ และก็ไม่ต้องใช้พื้นที่หรือเครื่องมืออะไร มีเพียงพื้นที่ในการเดินก็พอแล้ว การออกกำลังจะทำให้รูปร่างดูดี กล้ามเนื้อแข็งแรง ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันโรคกระดูกพรุน ป้องกันโรคอ้วน การออกกำลังกายทำให้ร่างกายสดชื่น มีพลังที่จะทำงานและต่อสู้กับชีวิต นอกจากนั้นยังสามารถลดความเครียดได้ด้วย
โรคที่มากับคนที่ไม่ออกกำลังกาย
กลุ่มโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจขาดเลือด
โรคอ้วน
โรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง
โรคเครียด
โรคภูมิแพ้
โรคปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
โรคมะเร็ง
การเริ่มต้นออกกำลังกาย
หลายท่านไม่เคยออกกำลังมาก่อนเมื่อเริ่มออกกำลังอาจจะทำให้เหนื่อยง่าย วิธีที่ดีที่สุดของการเริ่มต้นออกกำลังกาย คือให้เริ่มออกกำลังกายจากกิจวัตรประจำวัน เช่น
ใช้การเดินหรือขี่จักรยานเมื่อไปที่ไม่ไกล
หยุดใช้รถหนึ่งวันแล้วใช้การเดินไปทำงานสำหรับผู้ที่บ้านและที่ทำงานไม่ไกล
ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน
ขี่จักรยานรอบหมู่บ้าน
ทำงานบ้าน เช่นทำสวน ล้างรถ ถูบ้าน
ทำกิจวัตรเหล่านี้ทุกวันเป็นเวลา 2-3 เดือนจึงเริ่มต้นเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เช่น
การเดินให้เร็วขึ้นสลับกับการเดินช้า
ขี่จักรยานนานขึ้น
ขึ้นบันไดหลายขั้น
ขุดดินทำสวนนานขึ้น
ว่ายน้ำ
เต้นแอร์โรบิค แต่ไม่ต้องนาน
เต้นรำ
เล่นกีฬา เช่น ปิงปอง แบดมินตัน เทนนิส

หลังจากที่เตรียมความพร้อมร่างกายแล้วเรามาเริ่มต้น ฟิตร่างกายกัน
หลังจากเตรียมความพร้อมแล้ว คุณได้ออกกำลังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแล้วหากคุณต้องการฟิตร่างกายก็สามารถทำได้โดย
โดยการวิ่งเร็วขึ้น นานขึ้น
ว่ายน้ำนานขึ้น
การฟิตร่างกาย คุณต้องติดตามความก้าวหน้าของการออกกำลังกายเช่น เวลาที่ใช้ในการออกกำลังเพิ่มขึ้น ระยะทางในการออกกำลังเพิ่มขึ้น หัวใจเต้นได้ดี รายละเอียดของการออกกำลังกายคลิกที่นี่เทคนิคของการออกกำลังกายเป็นประจำ
จะต้องตระหนักว่าการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตซึ่งจะขาดไม่ได้เหมือนการนอนหลับ หรือการรับประทานอาหาร
เลือกการออกกำลังกายที่ชอบที่สุด และสะดวกที่สุด
ครอบครัวอาจจะมีส่วนร่วมด้วยก็จะดี
ช่วงแรกๆของการออกกำลังกายไม่ควรจะหยุด ให้ออกจนเป็นนิสัย
บันทึกการออกกกำลังกายไว้
หาเป็นไปได้ควรจะมีกลุ่มเพื่อออกกำลังกายร่วมกันเพราะกลุ่มจะช่วยกันประคับประคอง
ตั้งเป้าหมายการออกกำลังและการรับประทานทุกเดือนโดยอย่าตั้งเป้าหมายสูงเกินไป
ติดตามความก้าวหน้าโดยดูจากสมุดบันทึก
ให้รังวัลเมื่อสามารถบรรลุเป้าหมาย(ห้ามการเลี้ยงอาหาร)
ที่สำคัญการออกกำลังแม้เพียงเล็กน้อยดีกว่าการไม่ออกกำลังกาย
ออกกำลังกายอย่างปลอดภัย
ถ้าหากท่านได้เตรียมความพร้อมที่จะออกกำลังกายแล้วอยากจะฟิตร่างกายท่านสามารถทำได้ทันที แต่หากมีอาการหรือโรคต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฟิตร่างกาย
ถ้าท่านอายุมากกว่า 45ปี
หรือมีโรคประจำตัวเช่นโรคความดันโลหิตสูง
โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง
สูบบุหรี่
หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
มีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยมาก
มีอาการหน้ามืด
จำเป็นต้องอุ่นร่างกายหรือไม่ Warm up
ก่อนออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาจำเป็นต้องอบอุ่นร่างกายทุกครั้งเพื่อเตรียมความพร้อมของหัวใจ และหลังจากการออกกำลังควรจะอบอุ่นร่างกายอีกครั้ง รายละเอียดดูได้จากการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
ความฟิตคืออะไร Physical fittness
ความฟิตไม่ได้หมายถึงว่าคุณสามารถวิ่งได้ระยะทางเท่าใด หรือยกน้ำหนักได้เท่าใด แต่ ความฟิตหมายถึงประสิทธิภาพของหัวใจ ปอดและกล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั่วไปถ้าหากออกกำลังกายได้อย่างน้อยวันละ 30 นาทีโดยออกหนักปานกลาง สัปดาห์ละอย่างน้อย 5 วันถือว่าได้ออกกำลังแบบ aerobic exercise รายละเอียดมีในออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ความฟิตของร่างกายต้องประกอบด้วยปัจจัย 5 อย่าง
Cardiorepiratory endurance หมายถึงความสามารถของหัวใจที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้อย่างเพียงพอในขณะที่ออกกำลังกาย การออกกำลังกายแบบ areobic จะเป็นการฝึกให้หัวใจแข็งแรง
Muscular strength ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อซึ่งเราสามารถเพิ่มความแข็งแรงได้โดยการยกน้ำหนัก หรือวิ่งขึ้นบันได
Muscular enduranceความทนของกล้ามเนื้อหมายถึงความสามารถของกล้ามเนื้อที่จะทำงานอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่เกิดอาการเมื่อยล้า
สัดส่วนของร่างกาย หมายถึงสัดส่วนของกล้ามเนื้อ กระดูก ไขมัน การออกกกำลังจะทำให้มีปริมาณกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นแต่ปริมาณไขมันจะลดลง อาจจะดูได้จากดัชนีมวลกาย
Flexibility ความยืดหยุดของกล้ามเนื้อ เอ็น เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อหรือข้อได้รับอุบัติเหตจากการออกกำลังกาย อ่านและฟังที่นี่
ขณะป่วยควรออกกำลังกายหรือไม่
ขณะเจ็บป่วยไม่ควรจะออกกำลังกายเพราะจะทำให้โรคเป็นมากขึ้น ควรจะพักจนอาการดีขึ้น หากพักเกินสองสัปดาห์เวลาเริ่มออกกำลังกายควรจะเริ่มเบาๆก่อน และหากท่านเป็นโรคเรื้อรังควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย

จริงหรือไม่ที่การออกกำลังกายโดยการเดินดีพอๆกับการวิ่ง
การเริ่มต้นออกกำลังควรใช้วิธีเดินเนื่องจากจะไม่เหนื่อยมาก ยังลดน้ำหนักได้และอาการปวดข้อไม่มาก ส่วนการวิ่งจะเป็นการออกกำลังที่คุณเตรียมร่างกายไวพร้อมแล้วเพราะการวิ่งจะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ทำให้เหนื่อย และทำให้ปวดข้อ ดังนั้นการออกกำลังโดยการเดินเหมาะสำหรับคนอ้วน หรือผู้ที่เริ่มออกกำลังกายแต่ถ้าผู้ที่ต้องการความฟิตของร่างกายควรออกกำลังโดยการวิ่ง
คนท้องควรออกกำลังหรือไม่
คนท้องควรออกกำลังกายเป็นประจำแต่ออกกำลังแบบเบาๆโดยการเดิน ไม่ควรวิ่ง ไม่ควรยกของหนัก รายละเอียดอ่านได้จากการออกกำลังในคนท้อง
จะรู้ได้อย่างไรว่าออกกำลังกายมากเกินไป
ท่านสามารถสังเกตขณะออกกำลังกายว่ามากไปหรือไม่โดยสังเกตจากอาการดังต่อไปนี้
หัวใจเต้นเร็วมากจนรู้สึกเหนื่อย
หายใจเหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค
เหนื่อยจนเป็นลม
ไม่มีอาการปวดข้อหลังออกกำลังกาย
หากมีอาการดังกล่าวให้หยุดการออกกำลังสองวันและเวลาออกกำลังให้ลดระดับการออกกำลังกาย
ประโยชน์ของการออกกำลังกายผลต่อโรคความดันโลหิตสูง(140/90)
ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีโอกาศเป็นความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น 35%
การออกกกำลังอย่างสท่ำเสมอจะลดทั้งความดัน systole และ diastole อย่างชัดเจน
คนไข้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจะมีอัตราการเสี่ยงชีวิตจากโรคแทรกซ้อน น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลัง
การออกกำลังจะช่วยเพิ่มอายุ 1-1.5ปี ผลต่อโรคเส้นเลือดสมอง
อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลงเมื่ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
เมื่อขึ้นบันไดวันละ 20 ขั้นจะลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงร้อยละ 20
ผู้ที่ออกกกำลังกายโดยการเดินเร็วๆสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมงจะมีอุบัติการของโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงร้อยละ 40 ผลต่อโรคเบาหวาน
ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะมีโอกาสการเกิดโรคเบาหวานลดลงร้อยละ 42
ผู้ออกกกำลังมากจนกระทั่งเหงื่อออก 1 ครั้งต่อสัปดาห์จะมีอุบัติการของการเกิดโรคเบาหวานลดลงร้อยละ 22
ผลต่อหัวใจ
ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีโอกาศเสียชีวิตเป็นสองเท่าของผู้ที่ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายจะทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจเพิ่มขึ้น
การออกกำลังกายจะทำให้หัวใจสะสมพลังงานไว้ใช้เมื่อเวลาหัวใจต้องทำงานหนัก
เพิ่มความแข็งแรงในการบีบตัวของหัวใจ
ลดระดับไขมันในเลือด เพิ่มระดับ HDL (ซึ่งเป็นไขมันที่ดี)
ลดระดับความดันโลหิต ลดการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานน้อยลง
ผลต่อมะเร็ง
การออกกำลังกายจะลดการเกิดโรคมะเร็งได้ร้อยละ 46
ผลต่อคุณภาพชีวิต
การออกกำลังกาย 1500 กิโลแครอรีต่อสัปดาห์(ออกกำลังกายหนักปานกลาง)จะเพิ่มอายุ 1.57 ปีและลดอุบัติการการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลงร้อยลง 67
สำหรับผู้สูงอายุทุก 1 ไมล์ที่เดินจะลดอุบัติการเสียชีวิตลงร้อยละ 19
การออกกกำลังอย่างสม่ำเสมอ(อายุ 45-84)จะลดการเสียชีวิตร้อยละ 18
การออกกำลังกาย การออกกำลังของผู้ที่มีโรคหัวใจ การออกกำลังเพื่อให้หัวใจแข็งแรง การออกกำลังกับโรคไต การออกกำลังในน้ำ การออกกำลังในโรคเบาหวาน

อ้างอิง http://www.siamhealth.net/public_html/Health/good_health_living/exercise/index.htm

การดูแลผิวหน้าแบบง่ายๆๆ

การดูแลผิวหน้าแบบง่าย ๆ ที่บ้าน
เอนไซม์มะละกอผลัดผิว การใช้เอนไซม์จากมะละกอช่วยเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวหน้า การพอกมะละกอบดละเอียดบนผิวหน้าในระหว่างอบไอน้ำจะช่วยทำให้หน้าขาว ใส ยิ่งขึ้น การเตรียมก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร นำมะละกอสุกมาบดละเอียด ในขณะที่เตรียมน้ำเดือดเพื่ออบไอน้ำผิวหน้าเมื่อน้ำพร้อมแล้ว ให้ทามะละกอสุกบนใบหน้า โดยหลีกเลี่ยงรอบดวงตา ต่อจากนั้นจึงอังหน้ากับชามอ่างภายใต้ผ้าขนหนูตามวิธีการอบไอน้ำผิวหน้าได้เลย
โทนเนอร์น้ำผลไม้ หลังจากล้างหน้าแล้ว ตามขั้นตอนจะต้องเช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์อีกครั้งเพื่อกระชับรูขุมขน และปรับสภาพ pH ของผิวหน้า หากเบื่อใช้โทนเนอร์ที่มีขายตามท้องตลาด ผักและผลไม้นั้นมีวิตามินและเอนไซม์ซึ่งช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนเสมอกันทั่วใบหน้าและช่วยขัดผิวได้ วิธีการทำก็ไม่ได้ยากเช่นกัน ให้นำผลไม้ที่ชอบ โดยอาจเลือกจากสรรพคุณของผลไม้ นำผลไม้มาประมาณ 50 กรัมต่อครั้ง ล้าง เช็ดให้แห้ง ปอกเปลือก แล้วปั่นด้วยเครื่องปั่นหรือบดให้ละเอียด เติมน้ำกลั่นบริสุทธิ์ลงไปประมาณ 25 มิลลิตร ทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง แล้วจึงใช้ผ้าขาวบางกรองแยกกากออกไป เก็บแต่น้ำไว้ใช้ ข้อควรระวังคือ ต้องทำความสะอาดผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำโทนเนอร์น้ำผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นชาม เครื่องปั่น มีด ผ้าขาวบาง หรือแม้กระทั่งมือตัวเองให้สะอาด มิเช่นนั้นโทนเนอร์น้ำผลไม้ที่ได้ แทนที่จะช่วยทำความสะอาดผิวอาจจะทำให้ผิวเกิดความระคายเคืองเนื่องจากสิ่งสกปรกตกค้างจากภาชนะเหล่านั้น
สรรพคุณของผลไม้แต่ละประเภท1. ว่านหางจระเข้ บำรุงผิว สำหรับทุกสภาพผิว2. แตงกวา ปรับสภาพผิว เหมาะสำหรับผิวมัน3. ฝรั่ง ขัดผิว มีส่วนผสมของกรด AHA4. ตะไคร้ ทำความสะอาดผิว สำหรับทุกสภาพผิว5. สับปะรด ขัดผิว มีส่วนผสมของ AHA6. มะขาม ขัดผิว ช่วยให้ผิวขาว เหมาะสำหรับผิวมันไพล และ ผงลูกจันทน์เทศ ขัดผิวส่วนผสมประกอบด้วย ไพลสด 1 ช้อนโต๊ะ และ ผงลูกจันทน์เทศ 1 ช้อนชา ตัวขัดผิวนี้มีส่วนผสมของไพล ซึ่งคนไทยถือว่าเป็นยาครอบจักรวาลสำหรับผิว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นและบำรุงผิว เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว เมื่อขัดเสร็จแล้วผิวจะมีกลิ่นเผ็ดร้อนนิดๆ ล้างไพลให้สะอาด เช็ดให้แห้ง ปอกเปลือก ปั่นด้วยเครื่องปั่น จากนั้นเทผงลูกจันทน์เทศลงไป คลุกเคล้าจนเข้ากัน ทาลงบนใบหน้าและขัดเบาๆจนทั่วหน้า ล้างออกด้วยน้ำอุ่น
น้ำผึ้ง และ แตงกวา ขัดผิวส่วนผสมประกอบไปด้วย น้ำผึ้ง 8 ออนซ์ น้ำมะนาวคั้น 10 หยด แตงกวา ฝานเป็นแผ่นบางๆ น้ำผึ้งทำให้ผิวนุ่มขึ้น ช่วยลดความระคายเคืองของผิว และบรรเทาอาการอักเสบ ในขณะเดียวกันน้ำมะนาวช่วยในกระบวนการผลัดผิว ล้างหน้าให้สะอาด ผสมน้ำผึ้งกับน้ำมะนาวเข้าด้วยกัน ทาลงบนใบหน้าแล้วนวด 15 นาที หลังจากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดออก เมื่อเสร็จขั้นตอนแรกแล้วให้วางแผ่นแตงกวาบนใบหน้าและลำคอ แตงกวาจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรกที่ตกค้างออก ช่วยให้ผิวเย็นและตึง และเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก เช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆอีกครั้ง
ขมิ้นพอกผิวส่วนผสมประกอบด้วย ขมิ้นสด 10 กรัม ถั่วเหลือง 15 กรัม ขมิ้นเป็นสมุนไพรที่คนไทยรู้จักมีกคุ้นเป็นอย่างดีมีสรรพคุณลดอาการอักเสบและสมานผิว ส่วนถั่วเหลืองมีเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน และไฟโตเอสโตรเจน ที่ช่วยทำให้ผิวขาวและนุ่มขึ้น วิธีการเตรียม ให้นำขมิ้นมาล้างและปอกเปลือกออกปั่นให้ละเอียด หากเป็นสมัยปู่ยาตาทวดเราใช้ครกกับสากบดซึ่งกินเวลานานเกินไป ไม่ทันใจสาวสมัยใหม่ ปัจจุบันใช้เครื่องปั่นจะสะดวกกว่า เมื่อปั่นขมิ้นเสร็จแล้วให้พักไว้ นำถั่วเหลืองไปล้างโดยแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ปั่นแล้วนำมาผสมกับขมิ้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทาทิ้งไว้บนใบหน้าประมาณ 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น
คืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวด้วยกล้วยส่วนผสมประกอบด้วย กล้วยสุก ผลขนาดกลาง 2 ผล Wheat germ oil ½ ช้อนชา น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา น้ำมันหอมระเหยกลิ่นดอกมะลิ 2 หยด ตัวพอกหน้านี้อุดมไปด้วยวิตามิน เหมาะสำหรับฟื้นฟูสภาพผิว และทำให้ผิวสดชื่นหลังจากวันอันเหนื่อยล้า กล้วยอุดมไปด้วยวิตามินเอและโพแทสเซียม ส่วนน้ำมันหอมระเหยกลิ่นดอกมะลิ ช่วยปรับสภาพผิว ลดเลือนรอบแผลเป็น และน้ำผึ้ง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงผิว ปั่นกล้วยแล้วใส่ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดลงไปคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน เมื่อเตรียมตัวพอกเสร็จแล้ว ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดด้วนโทนเนอร์ จากนั้นจึงทาตัว พอกลงบนใบหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่นและเช็ดด้วยโทนเนอร์อีกครั้งเพื่อกำจัดตัวพอกที่ตกค้างอยู่ออกให้หมด
น้ำผึ้งและส้มกระชับผิวหน้าส่วนผสมประกอบไปด้วย ส้มหรือส้มจีน 1 ชิ้น น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา น้ำมันหอมระเหยดอกลาเวนเดอร์ 1 หยด เป็นตัวพอกหน้าที่ช่วยให้ผิวนุ่มและสดใสขึ้น ทำให้ผิวหน้าเต่งตึง เป็นตัวพอกหน้าที่อ่อนโยนต่อผิวสามารถทำได้บ่อยครั้ง เพื่อปรับปรุงสภาพผิวและช่วยให้จุดด่างดำจางลง บิส้มให้น้ำส้มออกมา ถูส้มให้ทั่วใบหน้า กรดผลไม้ในส้มช่วยทำความสะอาดผิวและเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว เมื่อทั่วแล้วให้ใช้ฟองน้ำหรือผ้าชุบน้ำเปียกหมาดๆเช็ดออกเบาๆ เมื่อเสร้จขั้นตอนแรกแล้ว ผสมน้ำผึ้งเข้ากับน้ำมันหอมระเหยดอกลาเวนเดอร์ และทาลงบนใบหน้า นวดเบาๆทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
กล้วยและอะโวคาโดพอกหน้าสำหรับผิวแห้งส่วนผสมประกอบไปด้วย กล้วยสุกผลเล็ก 1 ผล อะโวคาโดสุกผลเล็ก 1 ผล โยเกิร์ตเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันวิตามินอี 2 หยด ผลลัพธ์ที่ได้จาก treatment นี้ คือ หน้าลื่น เรียบเนียน และมีกลิ่นหอม บดกล้วยและอะโวคาโดเข้าด้วยกันจนข้นและมีสีเขียวผสมโยเกิร์ตและน้ำมันวิตามินอีลงไป แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน เมื่อเตรียมตัวพอกเสร็จแล้ว ล้างหน้าและอบไอน้ำผิวหน้าเพื่อให้รูขุมขนเปิด หลังจากนั้นจึงทาตัวพอกลงบนใบหน้านวดและทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น
ทีนี้คุณก็มีสูตรขัด พอกครบถ้วน อีกทั้งเป็นสูตรที่ไม่ยากเย็นอีกต่างหาก สุดท้ายหน้าจะใสหรือไม่ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าจะมีเวลาในการทำ treatment อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ การดูแลผิวพรรณด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติแบบนี้ ต้องอาศัยเวลาและความอดทนค่ะ แต่รับรองได้ว่าผลที่ได้คุ้มค่าแน่นอนต่อการรอคอย

เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงชีวิต ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา[1][2] และถูกพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ[3]
เศรษฐกิจพอเพียงมีบทบาทต่อการกำหนดอุดมการณ์การพัฒนาของประเทศ โดยปัญญาชนในสังคมไทยหลายท่านได้ร่วมแสดงความคิดเห็น อย่างเช่น ศ.นพ.ประเวศ วะสี, ศ.เสน่ห์ จามริก, ศ.อภิชัย พันธเสน, และศ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา โดยเชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งเคยถูกเสนอมาก่อนหน้าโดยองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งนับตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520 และได้ช่วยให้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสังคมไทย
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่น ๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9[3][4] และได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2542 โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูเป็นอย่างสูงจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ[5] และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน[6] โดยมีนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์หลายคนเห็นด้วยกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในขณะเดียวกัน บางสื่อได้มีการตั้งคำถามถึงการยกย่องขององค์การสหประชาชาติ รวมทั้งความน่าเชื่อถือของรายงานศึกษาและท่าทีขององค์การ
ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ้เขียนโปรแกรมจะต้องเข้าใจหลักเกณฑ์ของภาษาโปรแกรม และระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ว่ามีโครงสร้างและวิธีการใช้คำสั่งอย่างไร ซึ่งในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีหลักเกณฑ์การเขียนโปรแกรม ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนดังนี้คือ
1. ทำความเข้าใจและวิเคราะห์ปัญหา
2. กำหนดแผนในการแก้ปัญหา
3. เขียนโปรแกรมตามแผนที่กำหนด
4. ทดสอบและตรวจสอบความถูกต้องของโปรแกรม
5. นำโปรแกรมที่ผ่านการทดสอบไปใช้งาน
ทำความเข้าใจและวิเคราะห์ปัญหา ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องทำความเข้าใจและทำการวิเคราะห์ปัญหาเปํนลำดับแรก เพราะการทำความเข้าใจและวิเคราะห์ปัญหาเป็นสิ่งที่สำคัญโดยที่ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องวิเคราะห์ปัญหาร่วมกับนักวิเคราะห์ระบบว่าโจทย์ต้องการผลลัพธ์อะไร และการให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์นั้น ต้องป้อนข้อมูลอะไรบ้าง และเมื่อป้อนข้อมูลเข้าไปแล้วจะทำการประมวลผลอย่างไร สิ่งหล่านี้ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะถ้าผู้เขียนโปรแกรมวิเคราะห์ปัญหาไม่ถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็อาจจะไม่ตรงกับความต้องการของโจทย์ได้กำหนดแผนในการแก้ปัญหา หลังจากทำความเข้าใจและวิเคราะห์ปัญหาโจทย์จนได้ข้อสรปุว่าโจทย์ต้องการอะไรแล้ว ผู้เขียนโปรแกรมก็จะทำการกำหนดแผนในการแก้ไขปัญหาโดยการเขียนผังงาน (Flowchart) ซึ่งการเขียนผังงานคือการเขียนแผนภาพที่เป็นลำดับ เพื่อแสดงขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ การเขียนผังงานมี 3 แบบคือ แบบเรียงลำดับ(Sequential) แบบมีการกำหนดเงื่อนไข(Condition) และแบบมีการทำงานวนรอบ(Looping) ซึ่งสัญลักษณ์ของผังงาน(Flowchart Symbol)มีดังนี้คือ
สัญลักษณ์
ความหมาย
เริ่มต้นทำงาน
กำหนดค่าหรือประมวลผล
รับข้อมูลและแสดงผลข้อมูล
รับข้อมูลทางแป้นพิมพ์
การตัดสินใจ
ใช้แสดงผลข้อมูลทางจอภาพ
ใช้แสดงผลข้อมูลออกทางเอกสาร
ทิศทางการดำเนินงาน
ตัวเชื่อมต่อภายในหน้าเดียวกัน
ตัวเชื่อมต่อไปหน้าอื่น
รูปแสดงสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงานตัวอย่าง การเขียนผังงานแบบเรียงลำดับ

รูป แสดงผังงานการบวกเลข 2 จำนวน

รูป แสดงการทำงานของผังงานการบวกเลข 2 จำนวน
อธิบายผังงานการบวกเลข 2 จำนวน
1. Start เริ่มต้นการทำงาน
2. x=5 และ y=3 กำหนดค่าให้ตัวแปร x มีค่าเท่ากับ 5 ตัวแปร y มีค่าเท่ากับ 3
3. z=x+y เมื่อ x+y ได้ค่าเท่าไรให้นำไปเก็บไว้ยังตัวแปร z
4. แสดงค่าที่เก็บไว้ในตัวแปร z
5. Stop จบการทำงาน
ตัวอย่าง การเขียนผังงานแบบมีการกำหนดเงื่อนไขโดยรับค่าความสูง 1-150 ซม. แสดงว่า เตี้ย แต่ถ้าเกินแสดงว่าสูง




อธิบายผังงานรับค่าอายุ
1. Start เริ่มต้นการทำงาน
2. รับค่าความสูงมาเก็บไว้ในตัวแปร tall
3. ตรวจสอบเงื่อนไขว่าความสูงุอยู่ในช่วง 1 ถึง 150 ซม. หรือไม่
4. ถ้าใช่แสดงข้อความ You are short ถ้าไม่ใช่ให้พิมพ์ You are tall
5. Stop จบการทำงาน
เขียนโปรแกรมตามแผนที่กำหนด เมื่อผู้เขียนโปรแกรมเขียนผังงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเขียนโปรแกรมตามผังงาน ที่ได้กำหนดเอาไว้ ในกรณีที่เขียนด้วยภาษาซีการเขียนโปรแกรมก็ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์และโครงสร้างของภาษาซี เท่านั้น ทดสอบและตรวจสอบความถูกต้อง หลังจากขียนโปรแกรมเสร็จแล้วให้ทดลองคอมไพล์โปรแกรมว่ามีจุดผิดพลาดที่ใดบ้าง ในภาษาซีการคอมไพล์ โปรแกรมจะใช้วิธีการกดปุ่ม Alt + F9 ในกรณีที่ มีข้อผิดพลาดจะแสดงในช่องด้านล่างของหน้าจอเอดิเตอร์ ในส่วนของกรอบ message ให้อ่านทำความเข้าใจ และแก้ไขตามที่โปรแกรมแจ้งข้อมูลผิดพลาด เมื่อเสร็จแล้วให้ทดลองรันโปรแกรมนำโปรแกรมที่ผ่านการทดสอบไปใช้งาน ถ้าหากรันโปรแกรมแล้วใช้งานได้แสดงว่าจะได้ไฟล์ที่มีส่วนขยายเป็น EXE เพื่อนำไปทดสอบ้งานในที่ต่างๆ และถ้านำไปใช้งานแล้วมีปัญหาก็ให้ทำการแก้ไขโปรแกรมอีกครั้ง แต่ถ้ารันโปรแกรมแล้วไม่มีปัญหาใดๆ แสดงว่าโปรแกรมนี้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ จากนั้นผู้เขียนโปรแกรม ก็ต้องจัดทำคู่มือประกอบการใช้งานและนำไปเผยแพร่ต่อไป

อ้างอิง http://www.lks.ac.th/anchalee/c_lhuckan.htm

การดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์

การดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์เมื่อใช้ไประยะหนึ่งจะมีการเสื่อมชำรุดไปตามสภาพระยะเวลาที่ใช้งาน ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จึงควรเอาใจใส่ ดูแลและบำรุงรักษา อย่างเหมาะสมสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุงหรือการเปลี่ยนอุปกรณ์
สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมที่คอมพิวเตอร์ของคุณจะทำงานได้ดีนั้นคืออย่างไร เช่น ในห้องคอมพิวเตอร์ของคุณควรจะมีอุณหภูมิสูงเท่าไร มีความชื้นไม่เกินเท่าไร ขีดจำกัดของการทำงานเป็นอย่างไร ระยะเวลาในการทำงานของเครื่องเป็นอย่างไรดังนั้น ห้องทำงานด้านคอมพิวเตอร์จึงควรเป็นห้องปรับอากาศที่ปราศจากฝุ่นและความชื้น แผ่นดิสก์ที่เก็บไฟล์ข้อมูลนั้นอาจเสียหายได้ถ้าหากว่าแผ่นดิสค์ได้รับการขีดข่วน ได้รับความร้อนสูง หรือตกกระทบกระแทกแรงๆสิ่งที่ทำลายข้อมูลในแผ่นบันทึกได้แก่ ความร้อน ความชื้น ฝุ่น ควัน และการฉีดสเปรย์พวกน้ำยาหรือน้ำหอม ต่างๆ เป็นต้น
การทำความสะอาดระบบคอมพิวเตอร์1. ไม่ควรทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์ในขณะที่เครื่องยังเปิดอยู่ ถ้าคุณจะทำความ สะอาดเครื่อง ควรปิดเครื่องทิ้งไว้ 5 นาที ก่อนลงมือทำความสะอาด2. อย่าใช้ผ้าเปียก ผ้าชุ่มน้ำ เช็ดคอมพิวเตอร์อย่างเด็ดขาด ใช้ผ้าแห้งดีกว่า3. อย่าใช้สบู่ น้ำยาทำความสะอาดใด ๆ กับคอมพิวเตอร์ เพราะจะทำให้ระบบของเครื่อง เกิดความเสียหาย4. ไม่ควรฉีดสเปรย์ใด ๆ ไปที่คอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ และอุปกรณ์ต่างๆ5. ไม่ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นกับคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ6. ถ้าคุณจำเป็นต้องทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรดใช้อุปกรณ์ทำความสะอาด ที่คู่มือแนะนำไว้เท่านั้น7. ไม่ควรดื่มน้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มต่าง ๆ ในขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์8. ไม่ควรกินของคบเคี้ยวหรืออาหารใด ๆ ขณะทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

สาเหตุที่ทำให้เครื่องพีซีเกิดความเสียหาย1. ความร้อนส่วนใหญ่เกิดจากความร้อนของอุปกรณ์บนเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์เอง เมื่อเกิดความร้อนสูงจะต้องรีบระบายความร้อนที่เกิดจากอุปกรณ์ต่างๆ ออกไปให้เร็วที่สุดวิธีแก้ไข• พัดลมระบายความร้อนทุกตัวในเครื่อง ต้องอยู่ในสภาพดี 100% อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดควรจะอยู่ระหว่าง 60-70 องศาฟาเรนไฮต์• ใช้เพาเวอร์ซัพพลาย (ตัวจ่ายไฟ) ในขนาดที่ถูกต้องกับเครื่อง• ใช้งานเครื่องในย่านอุณหภูมิที่ปลอดภัย อย่าตั้งอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึงเป็นเวลานานๆ หรือบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง อากาศถ่ายเทได้ไม่ดีพอ
2. ฝุ่นผงในอากาศมีฝุ่นผงกระจัดกระจายอยู่ในทุกๆที่ ฝุ่นผงที่เกาะติดอยู่บนแผงวงจรของคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เสมือนฉนวนป้องกันความร้อน ทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในระบบ ไม่สามารถระบายออกสู่สภาพแวดล้อมภายนอก นอกจากนี้อาจไปอุดตันช่องระบายอากาศของเพาเวอร์ซัพพลายหรือฮาร์ดดิสค์ หรืออาจเข้าไปอยู่ระหว่างแผ่นดิสค์กับหัวอ่าน ทำให้แผ่นดิสค์หรือหัวอ่านเกิดความเสียหายได้วิธีแก้ไข• ควรทำความสะอาดภายในเครื่องทุก 6 เดือน หรือทุกครั้งที่ถอดฝาครอบ• ตัวถัง หรือ ชิ้นส่วนภายนอกอาจใช้สเปรย์ทำความสะอาด• วงจรภายในให้ใช้ลมเป่าและใช้แปรงขนอ่อนๆ ปัดฝุ่นออก• อย่าสูบบุหรี่ใกล้เครื่องคอมพิวเตอร์
3. สนามแม่เหล็กแม่เหล็กสามารถทำให้ข้อมูลในแผ่นดิสก์หรือฮาร์ดดิสค์ก็สูญหายได้อย่างถาวร แหล่งที่ให้กำเนิดสนามแม่เหล็กในสำนักงานมีอยู่มากมาหลายประเภท อาทิเช่น• แม่เหล็กติดกระดาษบันทึกบนตู้เก็บแฟ้ม• คลิปแขวนกระดาษแบบแม่เหล็ก• ไขควงหัวแม่เหล็ก• ลำโพง• มอเตอร์ในพรินเตอร์• UPSวิธีแก้ไข• ควรโยกย้ายอุปกรณ์ที่มีกำลังแม่เหล็กมากๆ ให้ห่างจากระบบคอมพิวเตอร์
4. สัญญาณรบกวนในสายไฟฟ้าสัญญาณรบกวนในสายไฟฟ้ามีหลายลักษณะ อาทิเช่น• แรงดันเกิน• แรงดันตก• ทรานเชียนต์• ไฟกระเพื่อมแรงดันเกิน ในกรณีที่เครื่องของท่านได้รับแรงดันไฟฟ้าเกินจากปกติ จะมีผลทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องเกิดความเสียหายได้แรงดันตก ในกรณีที่มีการใช้ไฟฟ้ากันมากเกินความสามารถในการจ่ายพลังงานไฟฟ้า จะมีผลทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟตกได้ ไฟตกอาจทำให้การทำงานของเพาเวอร์ซัพพลายผิดพลาดได้ เนื่องจากเพาเวอร์ซัพพลายพยายามจ่ายพลังงานให้กับวงจรอย่างสม่ำเสมอ โดยไปเพิ่มกระแส แต่การเพิ่มกระแสทำให้ตัวนำ เพาเวอร์ซัพพลายและอุปกรณ์ต่างๆ ร้อนขึ้น ซึ่งมีผลทำให้อุปกรณ์ต่างๆ เกิดความเสียหายได้ทรานเชียนต์ หมายถึง การที่ไฟฟ้ามีแรงดันสูง (sags) หรือต่ำกว่าปกติ (surge) ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ทรานเชียนต์ที่เกิดในบางครั้งจะมีความถี่สูงมาก จนกระทั่งสามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวเก็บประจุไฟฟ้าในเพาเวอร์ซัพพลาย เข้าไปทำความเสียหายให้แก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ไฟกระเพื่อม ทุกครั้งที่ท่านเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า จะทำให้กำลังไฟเกิดการกระเพื่อม เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการกระแสไฟฟ้ามากๆ ก็จะทำให้ความแรงของการกระเพื่อมมีค่ามากตามไปด้วย จากการศึกษาพบว่า การเปิดใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละครั้งจะทำให้เกิดการกระเพื่อมภายในเสี้ยววินาที การกระเพื่อมจะมีผลต่อทุกๆ ส่วนภายในตัวเครื่อง รวมทั้งหัวอ่านข้อมูลของฮาร์ดดิสค์ด้วยวิธีแก้ไข• ในกรณีไฟเกิน ไฟตก และ ทรานเชียนต์ แก้ไขได้โดยการใช้เครื่องควบคุมกระแสไฟฟ้า หรือ ที่เรียกว่า Stabilizer• ส่วนไฟกระเพื่อม แก้ได้โดยการลดจำนวนครั้งในการปิด/เปิดเครื่อง
5. ไฟฟ้าสถิตย์ไฟฟ้าสถิตย์สามารถเกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาล แต่ในสภาวะที่อากาศแห้ง จะส่งผลให้ความเป็นฉนวนไฟฟ้าสูง ประจุของไฟฟ้าสถิตย์จะสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก และหาทางวิ่งผ่านตัวนำไปยังบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่าดังนั้นเมื่อท่านไปจับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประจุของไฟฟ้าสถิตย์จากตัวท่านจะวิ่งไปยังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้น ทำให้อุปกรณ์เกิดความเสียหายได้ แต่ในสภาวะที่มีความชื้นสูง ไฟฟ้าสถิตย์ที่เกิดขึ้นจะรั่วไหลหายไปในระยะเวลาอันสั้นวิธีแก้ไข• ควรทำการคายประจุไฟฟ้าสถิตย์ ด้วยการจับต้องโลหะอื่นที่ไม่ใช้ตัวถังเครื่องคอมพิวเตอร์ ก่อนจะสัมผัสอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์
6. น้ำและสนิมน้ำและสนิมเป็นศัตรูตัวร้ายของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด สนิมที่พบในเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์ มักจะเกิดจากการรั่วซึมของแบตเตอรี่บนเมนบอร์ด ซึ่งถ้าเกิดปัญหานี้ขึ้น นั่นหมายความว่าท่านจะต้องควักกระเป๋าซื้อเมนบอร์ดตัวใหม่มาทดแทนตัวเก่าที่ต้องทิ้งลงถังขยะสถานเดียววิธีแก้ไข• หลีกเลี่ยงการนำของเหลวทุกชนิดมาวางบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ของท่าน• กรณีการรั่วซึมของแบตเตอรี่ แก้ไขได้โดยการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ เมื่อเครื่องของท่านมีอายุการใช้งานได้ประมาณ 1-2 ปี เป็นต้นไป
การบำรุงรักษาตัวเครื่องทั่วๆไป• เครื่องจ่ายไฟสำรอง (UPS) ถ้ามีงบประมาณเพียงพอควรติดตั้งร่วมกับตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ด้วยเพราะ UPS จะช่วยป้องกันและแก้ปัญหาทางไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นไฟตก ไฟเกิน หรือไฟกระชาก อันเป็นสาเหตุที่จะทำให้เกิดความเสียหายของข้อมูลและชิ้นส่วนอื่นๆ• การติดตั้งตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ควรติดตั้งในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือถ้ามีไม่มีเครื่องปรับอากาศควรเลือกห้องที่ปลอดฝุ่นมากที่สุด และการติดตั้งตัวเครื่องควรจากผนังพอสมควรเพื่อการระบายความร้อนที่ดี• การต่อสาย Cable ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ต่างๆเช่น Printer Modem Fax หรือส่วนอื่นๆจะต้องกระทำเมื่อปิดเครื่องเรียบร้อยแล้ว• อย่าปิด - เปิดเครื่องบ่อยๆ เกินความจำเป็น เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายแก่โปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่• ไม่เคลื่อนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ขณะที่เครื่องทำงานอยู่ เพราะจะทำให้อุปกรณ์บางตัวเกิดความเสียหายได้• อย่าเปิดฝาเครื่องขณะใช้งานอยู่ ถ้าต้องการเปิดต้องปิดเครื่องและถอดปลั๊กไฟก่อน• ควรศึกษาจากคู่มือก่อนหรือการอบรมการใช้งาน Software ก่อนการใช้งาน• ตัวถังภายนอกของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่เป็นส่วนประกอบของเหล็กกับพลาสติกเมื่อใช้นานๆ จะมีฝุ่นและคราบรอยนิ้วมือมาติดทำให้ดูไม่สวยงามและถ้าปล่อยไว้นานๆ จะทำความสะอาดยาก จึงควรทำความสะอาดบ่อยๆอย่างน้อย 1-2 เดือนต่อครั้ง โดยใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดที่ตัวเครื่อง หรือใช้น้ำยาทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ และที่สำคัญคือ ควรใช้ผ้าคลุมเครื่องให้เรียบร้อยหลังเลิกใช้งานทุกครั้งเพื่อป้องกันฝุ่นผงต่างๆ
อ้างอิง ข้อมูลจากสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานศาลยุติธรรม

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

รายงานตัว

ชื่อ นางสาว มุกดาวรรณ โกมุทพงศธร

อยุโรงเรียน อาเวมารีอา

ครูที่ปรึษา ครู วีระชน ไพรสาทย์

อยุ ม4/2 เลขที่ 26

ชื่อเล่น มุกกี้ อายุ16

เกิดวันที่10เมษายน2536

ชอบกิน ขนมอะไรที่มันหวานๆ

ดาราที่ชอบ แบงค์ วง clash

สัตร์ที่ชอบ สุนัข

สีที่ชอบ ขาว ชมพู่ แดง ดำ

เพลงที่ชอบ ไม่ผิดหรอกที่รัก

คิตประจำใจ ไม่ด้าม่อ แต่ทั่วถึง